การตลาดแบบแมว ๆ - บทวิเคราะห์ตลาดผลิตภัณฑ์แมว ในตลาดประเทศไทย
- Aktivist Admins

- 13 มิ.ย. 2568
- ยาว 3 นาที
ยุคทองของ "ทาสแมว" ไทย
หากคุณเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อในยุคนี้ คุณจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ นั่นคือ การขยายตัวของพื้นที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับแมวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากแค่มุมเล็ก ๆ ในร้านขายของใช้สัตว์เลี้ยง กลายเป็นเซ็กชั่นใหญ่ที่มีสินค้าหลากหลายมากมาย ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจที่สำคัญ คนไทยยุคใหม่มีรายได้เพิ่มขึ้น มีความเครียดจากชีวิทในเมืองใหญ่ และเริ่มมองหาสิ่งที่จะช่วยให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น แมวจึงกลายเป็นตัวเลือกที่ลงตัว เพราะไม่ต้องการการดูแลที่ซับซ้อนเหมือนสุนัข แต่ก็ให้ความอบอุ่นและเป็นเพื่อนคู่ใจได้ดี
ตลาดผลิตภัณฑ์แมวในประเทศไทยจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีมูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้นเกือบ 20% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การเติบโตนี้ไม่ได้มาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนแมวเท่านั้น แต่ยังมาจากการที่เจ้าของแมวยินดีจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อดูแลสัตว์เลี้ยงของตน

ภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์แมวในไทย: ตัวเลขที่น่าตื่นตา
ตลาดผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงในประเทศไทยมีมูลค่ารวมประมาณ 8,000-10,000 ล้านบาทต่อปี โดยผลิตภัณฑ์สำหรับแมวคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40-45% ของตลาดทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าตลาดแมวมีมูลค่าประมาณ 3,500-4,500 ล้านบาทต่อปี
การเติบโตของตลาดนี้มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่คนโสดเพิ่มขึ้น การแต่งงานช้าลง และครอบครัวขนาดเล็กลง แมวจึงกลายเป็น "ลูก" หรือ "สมาชิกในครอบครัว" ที่ได้รับการดูแลอย่างดี
ผู้เลี้ยงแมวไทยในยุคนี้มีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่แตกต่างจากอดีต พวกเขาไม่เพียงซื้อแค่อาหารแมวธรรมดา แต่ยังเลือกซื้อผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่มีคุณภาพสูง อาหารเสริม ของเล่นที่ออกแบบมาเฉพาะ และแม้แต่เสื้อผ้าสำหรับแมว
พฤติกรรมผู้บริโภคแมวไทย: ลึกลงไปในใจ "ทาสแมว"
1. กลุ่มผู้บริโภคหลัก
Gen Y และ Gen Z (อายุ 25-45 ปี) เป็นกลุ่มหลักของตลาดนี้ พวกเขามีรายได้ปานกลางถึงสูง มักเป็นคนโสดหรือคู่รักที่ยังไม่มีลูก และใช้เวลาส่วนใหญ่ในเมืองใหญ่ กลุ่มนี้มีความพร้อมที่จะจ่ายเงินเพื่อความสะดวกสบายและความสุขของแมว
กลุ่มครอบครัวมีลูกเล็ก ที่เลี้ยงแมวเป็นเพื่อนเด็ก กลุ่มนี้จะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสุขอนามัยของผลิตภัณฑ์เป็นพิเศษ
กลุ่มผู้สูงอายุ ที่เลี้ยงแมวเป็นเพื่อน แต่กลุ่มนี้มักจะเน้นความประหยัดและใช้งานได้จริงมากกว่าแบรนด์หรุหรา
2. จิตวิทยาการซื้อ
ผู้เลี้ยงแมวไทยมักมีจิตวิทยาแบบ "พ่อแม่" กับแมวของตน พวกเขาเชื่อว่าการซื้อของดี ๆ ให้แมวคือการแสดงความรัก และหลายคนรู้สึกผิดถ้าซื้อของถูก ๆ ให้แมว การตัดสินใจซื้อมักได้รับอิทธิพลจาก:
Social Media และ Influencer: ภาพแมวน่ารักในโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลมากต่อการซื้อสินค้า
คำแนะนำจากเพื่อน: คนเลี้ยงแมวมักแนะนำกันและกัน
ความน่าเชื่อถือของแบรนด์: เฉพาะอย่างยิ่งสำหรับอาหารแมว
ราคาที่เหมาะสม: ไม่ใช่ถูกที่สุด แต่คุ้มค่าที่สุด
3. ช่องทางการซื้อที่เปลี่ยนไป
ออนไลน์ กลายเป็นช่องทางหลัก โดยเฉพาะหลัง COVID-19 คนไทยซื้อผลิตภัณฑ์แมวออนไลน์มากขึ้นเพราะสะดวก มีของให้เลือกมาก และสามารถเปรียบเทียบราคาได้ง่าย
Pet Shop ยังคงมีบทบาท โดยเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
ร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นช่องทางสำหรับการซื้อฉุกเฉิน หรือผลิตภัณฑ์พื้นฐาน
การวิเคราะห์กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก
รูปแบบตลาด | โอกาส | เทรนด์ที่น่าสนใจ | |
อาหารแมว: ตลาดใหญ่ที่สุดและแข่งขันที่สุด | อาหารแมวคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60-65% ของตลาดผลิตภัณฑ์แมวทั้งหมด มีมูลค่าประมาณ 2,200-2,800 ล้านบาทต่อปี | อาหารเปียก vs อาหารแห้ง อาหารแห้งยังคงเป็นหลัก คิดเป็น 70% ของตลาด เพราะสะดวก เก็บได้นาน และราคาต่อมื้อถูกกว่า อาหารเปียกเติบโตเร็วกว่า เพราะแมวชอบกินมากกว่า และเจ้าของเชื่อว่าดีต่อสุขภาพ |
|
ทรายแมว: ตลาดที่มั่นคงและแข่งขันด้วยนวัตกรรม | ทรายแมวเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความจำเป็นพื้นฐาน คิดเป็นประมาณ 15-20% ของตลาด |
|
|
ของเล่นแมว: ตลาดเติบโตแรงที่สุด | ของเล่นแมวคิดเป็นประมาณ 8-12% ของตลาด แต่เติบโตเร็วที่สุด เพราะเจ้าของแมวเข้าใจความสำคัญของการออกกำลังกายและการกระตุ้นสมองแมวมากขึ้น | ประเภทของเล่นที่ได้รับความนิยม:
| การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม:
|
เครื่องใช้และอุปกรณ์: ตลาดที่หลากหลาย | บ้านแมวและที่นอน:
| อุปกรณ์ดูแลทั่วไป:
|
ช่องทางการตลาดและการจัดจำหน่าย
ช่องทาง | ตัวอย่าง | รูปแบบ | สภาพ |
ออนไลน์: ช่องทางที่โตเร็วที่สุด | Shopee และ Lazada เป็นผู้นำ คิดเป็นประมาณ 40-50% ของยอดขายออนไลน์
| เจาะกลุ่มลูกค้าได้แม่นยำผ่าน Targeted Advertising
|
|
ร้านค้าปลีก: ยังคงมีความสำคัญ | Pet Shop เฉพาะทาง:
ร้านสะดวกซื้อ: | มีความเชี่ยวชาญและให้คำแนะนำได้ดี มีสินค้าหลากหลายและเฉพาะทาง สร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่า 7-Eleven เริ่มขยายพื้นที่ขายผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง ความสะดวกในการซื้อฉุกเฉิน เหมาะสำหรับสินค้าพื้นฐาน
| |
ซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ต: | Big C, Tesco Lotus, Tops | ให้พื้นที่เซ็กชั่นสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น เหมาะสำหรับการช้อปปิ้งแบบครบวงจร |
ความท้าทายของตลาด
1. การแข่งขันที่รุนแรง
ตลาดผลิตภัณฑ์แมวในไทยมีการแข่งขันสูง ทั้งจากแบรนด์ต่างประเทศที่มีงบการตลาดใหญ่ และแบรนด์ไทยที่พยายามแย่งส่วนแบ่งตลาด
ปัญหาหลัก:
การทุ่มตลาดด้วยราคา โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์
การลอกเลียนแบบผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ยากต่อการสร้างความแตกต่าง
ความยากในการสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์
2. ความไม่แน่นอนของคุณภาพ
ปัญหาสินค้าปลอม:
อาหารแมวปลอมที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพแมว
การนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ
ปัญหาการควบคุมคุณภาพ:
มาตรฐานการผลิตที่ไม่เข้มงวดเพียงพอ
การขาดความรู้ของผู้บริโภคในการเลือกซื้อ
3. ปัญหาการขนส่งและโลจิสติกส์
สินค้าหนัก:
ทรายแมวและอาหารแมวขนาดใหญ่มีค่าขนส่งสูง
ความยากในการจัดส่งไปต่างจังหวัด
สินค้าเน่าเสียง่าย:
อาหารเปียกต้องการการเก็บที่เหมาะสม
ปัญหาสินค้าหมดอายุในช่องทางจัดจำหน่าย
โอกาสทางธุรกิจ
1. ตลาดต่างจังหวัดที่ยังเติบโตได้
ผู้เลี้ยงแมวในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น แต่ยังมีสินค้าให้เลือกน้อยกว่ากรุงเทพฯ การเข้าไปลงทุนในต่างจังหวัดจึงเป็นโอกาสที่ดี
จังหวัดที่น่าสนใจ:
เชียงใหม่, ขอนแก่น, หาดใหญ่ - ศูนย์กลางภูมิภาค
ระยอง, ชลบุรี - มีรายได้ต่อหัวสูงจากอุตสาหกรรม
พัทยา, ป่าตอง - มีชาวต่างชาติอาศัยเป็นจำนวนมาก
2. ผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง
อาหารแมวพิเศษ:
อาหารสำหรับแมวสายพันธุ์เฉพาะ
อาหารสำหรับแมวแก่หรือแมวป่วย
อาหารแมวออร์แกนิก
ผลิตภัณฑ์ตามฤดูกาล:
ผลิตภัณฑ์ช่วยแมวเย็นตัวในหน้าร้อน
อุปกรณ์ป้องกันแมววิ่งหนีในช่วงหน้าฝน
3. บริการเสริม
บริการ Subscription:
ส่งอาหารแมวถึงบ้านเป็นประจำ
บริการปรึกษาโภชนาการแมว
บริการดูแลแมว:
โรงแรมแมว
บริการอาบน้ำตัดขนที่บ้าน
บริการพี่เลี้ยงแมวชั่วคราว
กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาด
สำหรับผู้เล่นใหม่
1. การทำความเข้าใจลูกค้า
ศึกษาพฤติกรรมลูกค้าเป้าหมาย:
ใช้เวลากับเจ้าของแมวจริง เข้าใจความต้องการที่แท้จริง
เข้าร่วมงานแสดงสัตว์เลี้ยง กิจกรรมของชุมชนคนเลี้ยงแมว
ศึกษาการใช้โซเชียลมีเดียของกลุ่มเป้าหมาย
การแบ่งกลุ่มลูกค้า:
แยกตามอายุ รายได้ และพฤติกรรมการใช้จ่าย
เข้าใจความแตกต่างระหว่างคนเมืองกับต่างจังหวัด
รู้จักความต้องการเฉพาะของแต่ละกลุ่ม
2. การสร้างความแตกต่าง
นวัตกรรมผลิตภัณฑ์:
ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งใหม่ที่โลกไม่เคยเห็น แต่ต้องเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์คนไทยเฉพาะ
เช่น อาหารแมวรสแกงกะหรี่ (เพราะคนไทยชอบให้แมวลิ้มรสอาหารไทย)
หรือบ้านแมวที่ทนต่อความชื้นของอากาศไทย
การบริการที่แตกต่าง:
การส่งสินค้าเร็วกว่าคู่แข่ง
บริการให้คำปรึกษาฟรี
การรับประกันที่ดีกว่า
3. การเลือกช่องทางการตลาด
เริ่มจากออนไลน์:
ต้นทุนต่ำกว่าการเปิดร้าน
สามารถทดสอบตลาดได้ง่าย
เข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศ
สร้างความน่าเชื่อถือ:
มีใบรับรองคุณภาพที่ชัดเจน
รีวิวจากลูกค้าจริง
การบริการหลังการขายที่ดี
การใช้ Social Media Marketing:
Facebook และ Instagram สำหรับเจาะกลุ่มหลัก
TikTok สำหรับ Gen Z
LINE สำหรับการสื่อสารกับลูกค้า
4. การจัดการต้นทุนและการเงิน
การคำนวณต้นทุน:
ต้นทุนสินค้า รวมทั้งการนำเข้า ภาษี และค่าขนส่ง
ต้นทุนการตลาด (โฆษณาออนไลน์มีแนวโน้มแพงขึ้น)
ต้นทุนการจัดเก็บและจัดส่ง
การกำหนดราคา:
อย่าแข่งราคาถูกตั้งแต่เริ่มต้น
เน้นคุณค่าของสินค้ามากกว่าราคา
มีสินค้าหลายระดับราคาให้เลือก
การจัดการเงินทุน:
เตรียมเงินทุนสำหรับการขาดทุนใน 6-12 เดือนแรก
มีแผนการเงินที่ยืดหยุ่น สำหรับการปรับกลยุทธ์
สำหรับผู้เล่นเก่าที่ต้องการขยายตัว
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
การต่อยอดจากผลิตภัณฑ์เดิม:
ถ้าขายอาหารแมวอยู่แล้ว ลองพัฒนาขนมแมวหรือ Supplement
ถ้ามีทรายแมว ลองทำอุปกรณ์ทำความสะอาดกระบะทราย
สร้าง Product Line ที่สมบูรณ์ในหมวดเดียวกัน
การศึกษาความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง:
สำรวจลูกค้าเก่าเป็นประจำ หาจุดเจ็บที่ยังแก้ไม่ได้
ติดตามเทรนด์โลก แล้วปรับให้เหมาะกับคนไทย
ร่วมมือกับสัตวแพทย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
การขยายช่องทางการจัดจำหน่าย
การเข้าสู่ Modern Trade:
เตรียมระบบการผลิตที่รองรับปริมาณมาก
มีแผนการตลาดที่ชัดเจนสำหรับแต่ละห่วงโซ่ร้านค้า
การจัดการ Supply Chain ที่มีประสิทธิภาพ
การขยายไปต่างประเทศ:
เริ่มจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว ที่มีต้นทุนการตลาดต่ำ
ศึกษากฎระเบียบการนำเข้าของแต่ละประเทศ
หาพาร์ทเนอร์ท้องถิ่นที่เข้าใจตลาด
เทรนด์อนาคตที่ควรจับตา
มิติ | Key Point | วิธีการ |
เทคโนโลยีและนวัตกรรม | Smart Pet Products Sustainability |
|
การเปลี่ยนแปลงทางสังคม | Aging Society Remote Working |
|
การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ | Premium Market Growth Subscription Economy |
|
แนวทางการพัฒนาตลาดในอนาคต
การพัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรม
ความจำเป็นในการกำหนดมาตรฐาน:
มาตรฐานคุณภาพอาหารแมวที่ชัดเจน
การรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
มาตรฐานการนำเข้าที่เข้มงวดขึ้น
การสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค:
ระบบติดตามผลิตภัณฑ์ (Traceability)
การให้ข้อมูลที่โปร่งใสเกี่ยวกับส่วนผสม
การรับรองจากองค์กรที่น่าเชื่อถือ
การศึกษาและการพัฒนาบุคลากร
การฝึกอบรมผู้ประกอบการ:
ความรู้เกี่ยวกับโภชนาการแมว
การตลาดสินค้าสัตว์เลี้ยงที่มีประสิทธิภาพ
การจัดการ Supply Chain
การพัฒนาผู้เชี่ยวชาญ:
หลักสูตรเฉพาะทางสำหรับธุรกิจสัตว์เลี้ยง
การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
การสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการ
ข้อเสนอแนะสำหรับนักลงทุน
ประเภทนักลงทุน | รูปแบบ | ข้อควรระวัง |
สำหรับนักลงทุนรายย่อย |
|
|
สำหรับนักลงทุนรายใหญ่ |
|
|
อนาคตของตลาดแมวไทย
ตลาดผลิตภัณฑ์แมวในประเทศไทยมีอนาคตที่สดใส การเติบโตที่แข็งแกร่งและต่อเนื่องในอีก 5-10 ปีข้างหน้าเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ เพราะหลายปัจจัยสนับสนุน
การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่คนโสดมากขึ้น ครอบครัวเล็กลง และมีรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้แมวกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตคนไทยมากขึ้น ผู้เลี้ยงแมวยุคใหม่ไม่เพียงมองแมวเป็นสัตว์เลี้ยง แต่เป็นสมาชิกในครอบครัวที่สมควรได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด
สำหรับผู้ที่สนใจเข้าสู่ตลาดนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง การสร้างความแตกต่างที่มีความหมาย และการสร้างความน่าเชื่อถือ ความสำเร็จในตลาดนี้ไม่ได้มาจากการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและการเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของพวกเขา
โอกาสยังคงมีอยู่มาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา เช่น ตลาดต่างจังหวัด ผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง และบริการเสริมต่าง ๆ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะเป็นกุณแจสำคัญในการแข่งขันในอนาคต ในขณะเดียวกัน ความท้าทายก็ไม่น้อย การแข่งขันที่รุนแรง ปัญหาคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องพร้อมรับมือ
สุดท้ายแล้ว ตลาดแมวไทยคือตลาดของความรักและความผูกพัน ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในตลาดนี้ต้องเป็นคนที่รักแมวจริง ๆ และเข้าใจว่าการทำธุรกิจในตลาดนี้ไม่ได้เป็นเพียงการหาเงิน แต่เป็นการมีส่วนร่วมในการสร้างความสุขให้กับแมวและเจ้าของแมวนับล้านคนทั่วประเทศไทย
การตลาดแบบแมว ๆ จึงไม่ใช่แค่การขายสินค้า แต่เป็นการสร้างความสุขและความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในธุรกิจนี้
----------
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการศึกษาและการตัดสินใจลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนการลงทุนจริง




ความคิดเห็น